ยาเบาหวาน ลดน้ำตาลในเลือด และกลไกการออกฤทธิ์

ยาเบาหวานลดน้ำตาลในเลือด กลไกการออกฤทธิ์

การรักษาเบาหวาน นอกจากจะต้องปรับไลฟ์สไตล์ชีวิตประจำวันและอาหารการกินทุกมื้อแล้ว เพื่อให้ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้อย่างมีประสิทธิภาพตรงตามเป้าหมาย อาจจำเป็นจะต้องใช้ยาเบาหวานมาประกอบกับการรักษาด้วย ทว่าการรักษาเบาหวานแบบไหนจะต้องใช้ยาบ้าง และควรกินอย่างไร เพื่อให้ปลอดภัยมากที่สุด มาไขคำตอบไปพร้อมกับบทความนี้กัน

สารบัญ

ประเภทของเบาหวาน

ประเภทของยาเบาหวาน

การกินยาเบาหวานให้ปลอดภัย

ส่งท้าย

ประเภทของเบาหวาน

การจะเลือกยา ลด น้ำ ตาล ใน เลือด ให้เหมาะกับผู้ป่วยเบาหวานแต่ละกลุ่มจำเป็นที่จะต้องเลือกให้เหมาะกับแต่ละชนิด จึงจำเป็นจะต้องทราบประเภทของเบาหวานก่อน ซึ่งส่วนใหญ่เบาหวานจะถูกแบ่งออกเป็น 3 ชนิด ดังนี้

ยาเบาหวานลดน้ำตาลในเลือด กลไกการออกฤทธิ์5

1) เบาหวานชนิดที่ 1

เบาหวานชนิดที่ 1 เกิดจากร่างกายต้านเซลล์ตับอ่อนที่คอยผลิตอินซูลิน ทำให้ร่างกายขาดอินซูลิน จึงไม่มีตัวช่วยนำน้ำตาลเข้าสู่เซลล์ไปเผาผลาญเป็นพลังงาน มักพบในคนที่มีอายุน้อย ส่วนสาเหตุที่ทำให้เซลล์ตับอ่อนมีปัญหา ปัจจุบันยังไม่ทราบแน่ชัดและยังไม่พบวิธีป้องกัน (ผู้เชี่ยวชาญบางส่วนเชื่อว่า อาจเกิดจากกรรมพันธุ์)

2) เบาหวานชนิดที่ 2

เบาหวานชนิดที่ 2 พบได้บ่อยมากที่สุด เป็นเบาหวานที่มักจะมาพร้อมกับ โรคอ้วน เชื่อว่า หลายท่านคงพอเดาสาเหตุได้ว่า เกิดจากอะไร ส่วนหนึ่งคือ ทานอาหารพวกแป้งและน้ำตาลมากเกินไป บวกกับไม่ออกกำลังกาย ทำให้เกิดเซลล์ไขมันจำนวนมากจนเกิดการดื้ออินซูลิน

3) เบาหวานชนิดอื่นๆ

บางครั้ง ร่างกายผู้ที่เคยมีสุขภาพปกติก็อาจเกิดเบาหวานจากสาเหตุอื่นๆ ได้ เช่น เบาหวานขณะตั้งครรภ์, การใช้ยาบางชนิด, ติดเชื้อไวรัส ฯลฯ การเลือกใช้ยาโรคเบาหวานก็จะแตกต่างกันไป

ประเภทของยาเบาหวาน

หลักๆ แล้วยาเบาหวานจะมีแบบ ยากิน และ ยาฉีด แต่อาจแบ่งแยกย่อยไปได้อีกว่า แต่ละอย่างกิน/ฉีด เพื่ออะไรและเหมาะกับใคร

• แบ่งตามชนิดของเบาหวาน

ผู้ป่วยเบาหวาน ชนิด 1 คือ คนที่ขาดอินซูลินเลย จึงต้องอาศัยการเติมอินซูลินโดยเฉพาะ ในขณะที่ผู้ป่วยเบาหวานชนิด 2 ยังพอมีอินซูลินอยู่บ้างก็อาจจะอาศัยการทานยามาควบคู่แทนการฉีด 

เมื่อดูแลด้วยการคุมอาหารและออกกำลังกายไม่พอ (แต่บางรายที่ตับอ่อนเสื่อมสภาพมากอาจจะต้องฉีดด้วย) ส่วนใหญ่จะเริ่มจากยาอ่อนๆ หมดฤทธิ์ไวก่อน เพื่อป้องกันผลข้างเคียง ไม่ใช่ใช้ยาแรงแล้วจะดี

อ่านบทความที่เกี่ยวข้อง: อาหารสำหรับคนเป็นเบาหวาน-ความดัน มาดูตัวอย่างเมนูอาหารกัน!

1. ยาที่เหมาะกับ ผู้ป่วยเบาหวาน ชนิด 1 และกลไกการออกฤทธิ์

ยาเบาหวานลดน้ำตาลในเลือด กลไกการออกฤทธิ์2

1.1) ยาฉีดอินซูลิน เน้นเพิ่มอินซูลินโดยตรง เหมาะกับผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 1

ยาฉีดอินซูลินถูกคิดค้นขึ้นเพื่อควบคุมระดับน้ำตาลในมนุษย์ เป็นยาที่ส่วนมากจะจ่ายให้ผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 1 ซึ่งเป็นชนิดที่ร่างกายผู้ป่วยไม่สามารถสร้าง Insulin ขึ้นมาเองได้ จึงจำเป็นจะต้องฉีดอินซูลินเข้าไปแทนที่ที่ร่างกายผลิตไม่ได้ ยาฉีดอินซูลินสามารถใช้ในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ได้เช่นกันในบางราย ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของแพทย์

ยาฉีดอินซูลินมีหลายแบบด้วยกัน แต่ละตัวมีกลไกการออกฤทธิ์ที่แตกต่างกันออกไป โดยสามารถแบ่งอินซูลินตามระยะเวลาในการออกฤทธิ์ ดังนี้

ยาฉีดอินซูลิน แต่ละแบบ

ที่มา: การใช้อินซูลินในผู้ป่วยเบาหวาน (source)

  • Short-acting insulin หรืออินซูอินทั่วที่เรียกว่า Regular insulin อินซูลินตัวนี้เป็นชนิดใสที่เริ่มออกฤทธิ์ภายในเวลา 30-60 นาที มักได้รับคำแนะนำให้ฉีดก่อนรับประทานอาหารครึ่งชั่วโมง
  • Rapid-acting insulin อินซูลินตัวนี้เป็นชนิดใสที่เริ่มออกฤทธิ์เร็วภายในเวลาเพียง 15-30 นาที แนะนำ มักได้รับคำแนะนำให้ฉีดก่อนรับประทานอาหาร 15 นาที และยังสามารถฉีดหลังรับประทารอาหารได้ไม่เกิน 15 นาที ตามที่แพทย์กำหนด มีการศึกษารองรับสำหรับ insulin lispro และ insulin aspart ว่าสามารถใช้ในหญิง

ตั้งครรภ์และเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 2 ปีได้

  • Intermediate-acting insulin อินซูลินตัวนี้เป็นชนิดที่มีลักษณะขุ่น และไม่สามารถฉีดเข้าทางหลอดเลือดได้ แบ่งออกเป็นชนิดต่างๆ ที่ออกฤทธิ์ภายในระหว่าง 2-4 ชั่วโมง แล้วแต่ประเภทของตัวยา
  • Long-acting insulin อินซูลินตัวนี้เป็นชนิดที่ออกฤทธิ์นาน 24 ชั่วโมง ซึ่งปัจจุบันไม่มีการผลิตในประเทศไทยแล้ว 
  • Combination insulin อินซูลินชนิดนี้คืออินซูลินชนิดที่ผลิตและผสมมาแล้วโดยผู้ผลิต สัดส่วนที่ผสมที่เป็นที่นิยมคือ 70:30 ระหว่าง regular insulin กับ NPH insulin (Intermediate-acting insulin) หรือ lispro กับ neutral protamine lispro หรือ aspart กับ neutral protamine aspart 

ตัวอย่างสูตรผสม

  • NovoLog Mix 70:30 (อินซูลิน aspart protamine : aspart)
  • Humalog Mix 75:25 (อินซูลิน lispro protamine : lispro)
  • Humalog Mix 50:50 (อินซูลิน lispro protamine : lispro)
  • Humulin 70:30 (อินซูลินของมนุษย์ NPH : อินซูลินปกติ)

1.2) ยา Amylinomimetic เหมาะกับผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 1

ลักษณะการใช้คือใช้ฉีดก่อนมื้ออาหาร กลไกการทำงานของยาคือจะชะลอการทำงานในระบบทางเดินอาหาร ทำให้ยืดเวลาที่ท้องว่างออกไปได้ ยาจะช่วยชะลอไม่ให้กลูคากอนลดลงอย่างรวดเร็วจนเกินไป ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดต่ำลงได้ อีกทั้งยังทำให้รู้สึกมีความอยากอาหารน้อยลงอีกด้วย

2. ยาที่เหมาะกับ ผู้ป่วยเบาหวาน ชนิด 2 และกลไกการออกฤทธิ์

ยาฉีดฮอร์โมน GLP-1

2.1) ยาฉีดฮอร์โมน GLP-1 

ยาที่ใช้ในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 มักจะเป็นยารับประทานมากกว่ายาฉีด แต่ก็ยังมียาฉีดกระตุ้นการหลั่งอินซูลินเช่นกัน เช่นยาฉีด ยาฉีดฮอร์โมน GLP-1 ที่เหมาะกับผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ยังพอจะสร้างอินซูลินได้อยู่

ยานี้จะมีลักษณะคล้ายกับฮอร์โมนโดยธรรมชาติที่ชื่อ อินเครติน (incretin) ซึ่งเป็นฮอร์โมนในระบบทางเดินอาหาร กระบวนการก็คือจะเข้าไปเพิ่มจำนวน B-cell ควบคุมการใช้น้ำตาลและกลูคากอนของร่างกาย ลดความอยากอาหาร ชะลอการย่อยอาหาร

2.2) แอลฟากลูโคซิเดส (Alpha-glucosidase inhibitors)

แอลฟากลูโคซิเดส (alpha-glucosidase) เป็นเอนไซม์ที่มีความสำคัญต่อการย่อยแป้งและคาร์โบไฮเดรตให้เป็นน้ำตาลโมเลกุลเดี่ยว 

ยาตัวนี้จะมีฤทธิ์ลดการดูดซึมของกลูโคสในทางเดินอาหาร โดยให้ผลผ่านการยับยั้งเอ็นไซม์แอลฟากลูโคไซเดส (alpha-glucosidase inhibitor) ที่ผนังลำไส้ ซึ่งจะช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดในผู้ป่วยโรคเบาหวาน มักถูกจัดให้รับประทานก่อนอาหาร

ตัวอย่างของยา ได้แก่

  • Acarbose (Precose)
  • Miglitol (Glyset)

2.3) ไบกัวไนด์ (Biguanides) 

ไบกัวไนด์ (Biguanides) เป็นยาที่มีฤทธิ์เพิ่มความไวต่ออินซูลินของเนื้อเยื่อ ลดภาวะดื้ออินซูลิน ใช้สำหรับยับยั้งการสร้างน้ำตาลอละการดูดซึมน้ำตาล มักใช้ในกลุ่มผู้ป่วยน้ำหนักตัวเยอะ

ยาที่เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวาง ได้แก่ เมทฟอร์มิน (Metformin) ที่สามารถนำไปใช้ร่วมกับยาอื่นๆ สำหรับผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ได้ ตัวอย่างเช่น

  • metformin-alogliptin (Kazano)
  • metformin-canagliflozin (Invokamet)
  • metformin-dapagliflozin (Xigduo XR)
  • metformin-empagliflozin (Synjardy)
  • metformin-glipizide
  • metformin-glyburide (Glucovance)
  • metformin-linagliptin (Jentadueto)
  • metformin-pioglitazone (Actoplus)
  • metformin-repaglinide (PrandiMet)
  • metformin-rosiglitazone (Avandamet)
  • metformin-saxagliptin (Kombiglyze XR)
  • metformin-sitagliptin (Janumet)

2.4) ซัลโฟนิลยูเรีย (Sulfonylurea) 

ซัลโฟนิลยูเรีย (Sulfonylurea) ใช้สำหรับกระตุ้นการหลั่งอินซูลิน มักใช้ในผู้ป่วยเบาหวานเริ่มต้น มีกลไกการออกฤทธิ์ด้วยการกระตุ้นให้ตับอ่อนหลั่งสารอินซูลินเพิ่มขึ้น เป็นยาที่ถูกคิดค้นมานานมาก แต่ก็ยังใช้กันอยู่จนทุกวันนี้ ตัวอย่างของยาในกลุ่มนี้ ได้แก่:

  • glimepiride (Amaryl)
  • glimepiride-pioglitazone (Duetact)
  • glimepiride-rosiglitazone (Avandaryl)
  • gliclazide
  • glipizide (Glucotrol)
  • glipizide-metformin (Metaglip)
  • glyburide (DiaBeta, Glynase, Micronase)
  • glyburide-metformin (Glucovance)
  • chlorpropamide (Diabinese)
  • tolazamide (Tolinase)
  • tolbutamide (Orinase, Tol-Tab)

2.5) ยาในกลุ่ม DPP-4 inhibitors

DPP-4 เป็นชื่อสั้นๆ ของเอนไซม์ที่เรียกว่า dipeptidyl peptidase 4 ที่จะช่วยกระตุ้นให้ตับอ่อนในร่างกายผลิตอินซูลิน โดยการลดระดับกลูโคสในเลือด แต่ไม่ลดจนถึงขั้นที่ทำให้เกิดภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ หรือ Hypoglycemia ตัวอย่างของยาในกลุ่มนี้ ได้แก่

  • alogliptin (Nesina)
  • alogliptin-metformin (Kazano)
  • alogliptin-pioglitazone (Oseni)
  • linagliptin (Tradjenta)
  • linagliptin-empagliflozin (Glyxambi)
  • linagliptin-metformin (Jentadueto)
  • saxagliptin (Onglyza)
  • saxagliptin-metformin (Kombiglyze XR)
  • sitagliptin (Januvia)
  • sitagliptin-metformin (Janumet and Janumet XR)
  • sitagliptin and simvastatin (Juvisync)

2.6) เมกลิทิไน (Meglitinides)

ยาชนิดนี้จะกระตุ้นการสร้างอินซูลินหลังจากรับประทานอาหาร ยานี้ควรรับประทานพร้อมอาหาร หากไม่ได้รับประทานอาหารไม่ควรจะใช้ยาเด็ดขาด ยานี้เป็นยาที่มีผลข้างเคียงมาก รวมทั้งในบางครั้งก็ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดลดลงมากจนเกินไป จึงควรอยู่ในความดูแลของแพทย์เท่านั้น ตัวอย่างของยาในกลุ่มดังกล่าวได้แก่:

  • nateglinide (Starlix)
  • repaglinide (Prandin)
  • repaglinide-metformin (Prandimet)

2.7) ยากลุ่ม SGLT2 inhibitors

SGLT2 inhibitors เป็นชื่อเรียกยารักษาโรคเบาหวานกลุ่มใหม่ที่ชื่อเต็มคือ Sodium-glucose cotransporter 2 inhibitors ที่ทำงานโดยการยับยั้งไตจับกลูโคสแล้วกำจัดออกทางปัสสาวะ

2.8) Other drugs

ผู้ป่วยเบาหวานมักจะมีอาการป่วยอื่นๆ แทรกซ้อนและทำให้ต้องใช้ยาควบคุมอาการของโรค เช่น โรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง และไขมันในเลือดสูง เป็นต้น

การกินยาเบาหวานให้ปลอดภัย

การจะรักษาโรคเบาหวานให้มีประสิทธิภาพเป็นไปตามแผนและเป้าหมายที่วางไว้ นอกจากจะต้องเลือกยาให้เหมาะสมกับแต่ละบุคคลแล้ว การทานยาเบาหวานให้ถูกวิธีก็สำคัญไม่แพ้กัน

1) เริ่มที่ต้องเริ่มปรับจากสิ่งต่างๆ ในชีวิตประจำวัน ตั้งแต่ อาหารการกิน การดำเนินชีวิต การออกกำลังกาย ฯลฯ โดยการควบคุมอาหารจะสำคัญมาก หลักๆ คือ การเลี่ยงแป้งและน้ำตาล ลดไขมันและของทอด ก็จะช่วยให้อาการเบาหวานดีขึ้น

2) รู้วิธีการใช้ยาที่ถูกต้องและตรงต่อเวลา ปกติการบริโภคยาเบาหวานจะมีให้ใช้ก่อนหรือหลังอาหาร จึงต้องระมัดระวังในการปฏิบัติตามคำแนะนำเหล่านี้อย่างระมัดระวัง

3) เข้าใจเรื่องผลข้างเคียงของยา ไม่มียาใดที่ไม่มีผลข้างเคียง เพียงแต่ไม่น้อยมาจนเหมือนไม่มี หรือมีผลข้างเคียงมาก ไม่ว่าจะกินยาชนิดใดควรสอบถามแพทย์ให้เข้าใจว่าการรับประทานยาชนิดไหน อาจมีผลข้างเคียงแบบใดบ้าง เช่น น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น คลื่นไส้ แน่นท้อง เบื่ออาหาร บวมน้ำ เป็นต้น

ยาเบาหวานลดน้ำตาลในเลือด กลไกการออกฤทธิ์3

– ยาเบาหวานก่อนอาหาร

ควรทานก่อนอาหารประมาณ 30 นาที เพื่อให้ร่างกายพร้อมใช้พลังงานจากแป้งและน้ำตาลที่หลุดรอดเข้ามา ด้วยการหลั่งอินซูลินในเวลาเดียวกัน ไม่ควรทานยา หากไม่มีการทานอาหาร หรือเอายาเบาหวานก่อนอาหารไปทานหลังอาหาร เพราะอาจเสี่ยงภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำกว่าปกติ หากลืมทานก็ให้ข้ามมื้อนั้นไปเลย แต่ปัจจุบันก็จะมียาใหม่บางตัวที่สามารถทานได้ทันทีก็จะต้องดูคำแนะนำอีกครั้ง

– ยาเบาหวานหลังอาหาร

ผู้ที่มีอายุมากอาจจะมียารักษาโรคเรื้อรังที่ต้องทานหลังอาหารหลายตัว ซึ่งจะทานหลังอาหารเมื่อไหร่ก็ได้ แนะนำภายใน 30-60 นาที แต่หลังจากนี้ก็ไม่ว่ากัน แต่ถ้าใกล้จะทานอาหารมื้อถัดไปแล้วก็ข้ามไปทานหลังอาหารมื้อนั้นแทนได้เลย (แต่ไม่ต้องทานแบบคูณ 2 นะ)

– ยาเบาหวานแบบฉีด

การฉีดยา ปกติมักจะฉีดบริเวณหน้าท้องหรือต้นขา ตามจำนวนที่แพทย์ประจำตัวของแต่ละคนแนะนำ ก่อนอาหาร ประมาณครึ่งชั่วโมง หรือก่อนนอน (ไม่จำเป็นต้องฉีดจุดเดิมเป๊ะซ้ำๆ แนะนำให้ฉีดบริเวณใกล้เคียงเดิม) อีกทั้งหากเปิดใช้แล้วแต่ยังใช้ไม่หมด ควรวางไว้ในอุณหภูมิห้องปกติ ไม่เจอแดด ชื้น หรืออื่นๆ และควรใช้ให้หมดภายใน 30 วัน

ส่งท้าย

ย้ำอีกครั้งว่า ผู้ป่วยควรปฏิบัติตามที่แพทย์ประจำตัววางแผนและแนะนำ โดยเคร่งครัด เพราะแพทย์ได้วางแผนการใช้ยาเบาหวานร่วมกับการใช้ยาโรคเรื้อรังอื่นๆ อยู่แล้ว เพื่อให้ปลอดภัยและรักษาได้อย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด

สำหรับท่านใดที่ไม่มั่นใจ ในการใช้ยาเบาหวานตัวไหน เพื่อให้ใช้งานได้อย่างมั่นใจก็อาจหาข้อมูลเพิ่มเติมจากแหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือ หรือปรึกษากับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญที่เราทำการรักษาอยู่ด้วยโดยเฉพาะ ที่สำคัญคือ ต่อให้มีข้อมูลแน่นแค่ไหน แต่ถ้าไม่ปฏิบัติตามข้อมูลที่มี อาการก็ไม่สามารถดีขึ้นได้ ดังนั้น อย่าลืมสร้างวินัยและกำลังใจสม่ำเสมอ เพื่อให้สามารถก้าวข้ามผ่านช่วงเวลาที่ต้องปรับตัวนี้ไปได้ ก็จะรักษาได้อย่างสบายและมีความสุขมากขึ้น

  • การใช้อินซูลินในผู้ป่วยเบาหวาน. Faculty of Medicine Ramathibodi Hospital Mahidol University. https://med.mahidol.ac.th/med/sites/default/files/public/pdf/medicinebook1/insulin.pdf.
  • Kristeen Cherney and Alan Carter, Pharm.D. A Complete List of Diabetes Medications. Healthline. https://www.healthline.com/health/diabetes/medications-list.
  • ผศ.พญ.นันทกร ทองแตง ที่ปรึกษา และพญ.นิดา ชูขำ แพทย์ประจำบ้านต่อยอด สาขาต่อมไร้ท่อและเมตาบอลิสม ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล. ผลข้างเคียงของยาเบาหวาน. ศูนย์เบาหวานศิริราช. https://www.si.mahidol.ac.th/sdc/webboard/ct_wbdetail.asp?wq_id=72.